"ฮีเลียม3"บนดวงจันทร์ ให้พลังงานกับโลกได้หมื่นปี
"ฮีเลียม3"บนดวงจันทร์ ให้พลังงานกับโลกได้หมื่นปี
การทำเหมืองบนดวงจันทร์เพื่อใช้เป็นฐานในการผลิตพลังงานป้อนกลับมายังโลกไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เกิดขึ้นมานานแล้วแม้จะอยู่ในลักษณะของแนวคิดในนิยายวิทยาศาสตร์ก็ตามที อย่างไรก็ตาม อนาคตของพลังงานจากซากฟอสซิล อย่างน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติที่ลดน้อยลงและราคาสูงขึ้นตามลำดับ ทำให้บางประเทศเริ่มหันมาจริงจังกับการทำเหมืองพลังงานบนดวงจันทร์กันแล้ว
ประเทศแรกที่กำลังพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังมากเป็นพิเศษก็คือจีน แร่ธาตุที่เป็นเป้าหมายหลักในการทำเหมืองของจีนก็คือ "ฮีเลียม 3" นั่นเอง
"ฮีเลียม 3" เป็นไอโซโทบ (ธาตุที่มีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนกัน ต่างกันแต่จำนวนนิวตรอนในนิวเคลียส) ของฮีเลียม แต่ทรงคุณค่ามากในเชิงพลังงาน เนื่องจากมันสามารถนำมาใช้ในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชั่นที่ไม่ก่อให้เกิดกัมมันตภาพรังสี เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าได้นั่นเอง
ฮีเลียม 3 มีปริมาณอยู่สูงมากบนพื้นผิวของดวงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์บางคนประเมินว่าปริมาณของฮีเลียม 3 มีมหาศาลมากจนสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนพลังงานให้กับโลกไปได้อีกนานอย่างน้อย 10,000 ปี นอกจากนั้นเคยมีคนคำนวณไว้เล่นๆ ว่าในปริมาณแค่เท่ากับห้องขนส่งสินค้าของกระสวยอวกาศ สเปซ ชัทเทิล 2 ห้อง (ปริมาตรราว 40 ตัน) ก็สามารถผลิตพลังงานให้คนอเมริกันใช้กันทั้งประเทศสบายๆ 1 ปีเต็มๆ ในอัตราการบริโภคพลังงานปัจจุบัน
ฮีเลียม 3 มีน้ำหนักเบา เป็นไอโซโทปที่เป็น "น็อน-เรดิโอแอคทีฟ" คือไม่ก่อให้เกิดกัมมันภาพรังสี ประกอบด้วยโปรตอน 2 ตัว และนิวตรอน 1 ตัว (ฮีเลียมมีจำนวนนิวตรอน 2 ตัว) ลมสุริยะ (โซลาร์วินด์) เป็นตัวการหอบมันมาสะสมไว้บนพื้นผิวดวงจันทร์ บนพื้นโลก ฮีเลียม 3 พบน้อยมากๆ เนื่องจากบรรยากาศและสนามแม่เหล็กโลกป้องกันไม่ให้มันตกลงสู่พื้นผิวโลก แต่บนดวงจันทร์ไม่มีปัญหาเดียวกันนี้
ฟาบริซิโอ บอซซาโต นักวิชาการด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ที่กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยต้ากัง ในไต้หวัน เพิ่งเขียนบทความว่าด้วยกรรมวิธีในการสกัดฮีเลียม 3 จากฝุ่นบนพื้นผิวดวงจันทร์ว่า สามารถทำได้ด้วยการเผาฝุ่นดวงจันทร์ที่ความร้อนราว 600 องศาเซลเชียส ก่อนที่จะนำฮีเลียม 3 กลับมาสู่พื้นโลก
ปัญหาอย่างเดียวที่มีในเวลานี้ก็คือ การทำเหมืองดังกล่าวบนดวงจันทร์ นอกจากจำเป็นต้องมีองค์ความรู้เชิงเทคโนโลยีสูงมากแล้ว ยังจำเป็นต้องมีความรู้และประสบการณ์รวมทั้งเทคโนโลยีด้านอวกาศอีกด้วย ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่มีเพียงไม่กี่ชาติเท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้
บอซซาโตเคยประมาณว่าก๊าซที่ได้จากกรรมวิธี"เผา" ดังกล่าวมี "ราคาทางเศรษฐกิจ" ราว 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อตัน ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริกา ประเมินต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชั่น, การพัฒนาจรวด และการเริ่มกิจการเหมืองบนดวงจันทร์เพื่อการนี้ว่าจะตกประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์
ถึงขณะนี้ จีนเพียงแค่พิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังแต่ยังไม่มีแผนดำเนินการที่ชัดเจนใดๆ โอกาสที่จะเกิดการร่วมมือกันในระดับ "นานาชาติ" เพื่อการนี้ก็ยังมองไม่เห็น
เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า ใครก็ตามที่ครอบครองโครงการนี้โดยตรง สามารถผูกขาดพลังงานของโลกในอนาคตได้นั่นเอง
ประเทศแรกที่กำลังพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังมากเป็นพิเศษก็คือจีน แร่ธาตุที่เป็นเป้าหมายหลักในการทำเหมืองของจีนก็คือ "ฮีเลียม 3" นั่นเอง
"ฮีเลียม 3" เป็นไอโซโทบ (ธาตุที่มีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนกัน ต่างกันแต่จำนวนนิวตรอนในนิวเคลียส) ของฮีเลียม แต่ทรงคุณค่ามากในเชิงพลังงาน เนื่องจากมันสามารถนำมาใช้ในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชั่นที่ไม่ก่อให้เกิดกัมมันตภาพรังสี เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าได้นั่นเอง
ฮีเลียม 3 มีปริมาณอยู่สูงมากบนพื้นผิวของดวงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์บางคนประเมินว่าปริมาณของฮีเลียม 3 มีมหาศาลมากจนสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนพลังงานให้กับโลกไปได้อีกนานอย่างน้อย 10,000 ปี นอกจากนั้นเคยมีคนคำนวณไว้เล่นๆ ว่าในปริมาณแค่เท่ากับห้องขนส่งสินค้าของกระสวยอวกาศ สเปซ ชัทเทิล 2 ห้อง (ปริมาตรราว 40 ตัน) ก็สามารถผลิตพลังงานให้คนอเมริกันใช้กันทั้งประเทศสบายๆ 1 ปีเต็มๆ ในอัตราการบริโภคพลังงานปัจจุบัน
ฮีเลียม 3 มีน้ำหนักเบา เป็นไอโซโทปที่เป็น "น็อน-เรดิโอแอคทีฟ" คือไม่ก่อให้เกิดกัมมันภาพรังสี ประกอบด้วยโปรตอน 2 ตัว และนิวตรอน 1 ตัว (ฮีเลียมมีจำนวนนิวตรอน 2 ตัว) ลมสุริยะ (โซลาร์วินด์) เป็นตัวการหอบมันมาสะสมไว้บนพื้นผิวดวงจันทร์ บนพื้นโลก ฮีเลียม 3 พบน้อยมากๆ เนื่องจากบรรยากาศและสนามแม่เหล็กโลกป้องกันไม่ให้มันตกลงสู่พื้นผิวโลก แต่บนดวงจันทร์ไม่มีปัญหาเดียวกันนี้
ฟาบริซิโอ บอซซาโต นักวิชาการด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ที่กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยต้ากัง ในไต้หวัน เพิ่งเขียนบทความว่าด้วยกรรมวิธีในการสกัดฮีเลียม 3 จากฝุ่นบนพื้นผิวดวงจันทร์ว่า สามารถทำได้ด้วยการเผาฝุ่นดวงจันทร์ที่ความร้อนราว 600 องศาเซลเชียส ก่อนที่จะนำฮีเลียม 3 กลับมาสู่พื้นโลก
ปัญหาอย่างเดียวที่มีในเวลานี้ก็คือ การทำเหมืองดังกล่าวบนดวงจันทร์ นอกจากจำเป็นต้องมีองค์ความรู้เชิงเทคโนโลยีสูงมากแล้ว ยังจำเป็นต้องมีความรู้และประสบการณ์รวมทั้งเทคโนโลยีด้านอวกาศอีกด้วย ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่มีเพียงไม่กี่ชาติเท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้
บอซซาโตเคยประมาณว่าก๊าซที่ได้จากกรรมวิธี"เผา" ดังกล่าวมี "ราคาทางเศรษฐกิจ" ราว 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อตัน ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริกา ประเมินต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชั่น, การพัฒนาจรวด และการเริ่มกิจการเหมืองบนดวงจันทร์เพื่อการนี้ว่าจะตกประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์
ถึงขณะนี้ จีนเพียงแค่พิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังแต่ยังไม่มีแผนดำเนินการที่ชัดเจนใดๆ โอกาสที่จะเกิดการร่วมมือกันในระดับ "นานาชาติ" เพื่อการนี้ก็ยังมองไม่เห็น
เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า ใครก็ตามที่ครอบครองโครงการนี้โดยตรง สามารถผูกขาดพลังงานของโลกในอนาคตได้นั่นเอง
http://toplinediamond.com/TabNews/TabNewsDetail/9761

ดวงจันทร์ Photo Credit : (NASA/Joel Kowsky) ภาพทั้งหมดโดย : NASA 

ยานโอไรอัน 

ยานอะพอลโล 11 
ยานอะพอลโล 12 
ภารกิจยานอะพอลโล 16
ดวงจันทร์...ขุมสมบัติแห่งอนาคต
ไทยรัฐฉบับพิมพ์24 ก.พ. 2562 05:01 น.
ความทะเยอทะยานของมนุษย์จะว่าดีก็ดี แต่บางครั้งก็น่ากลัว ถ้ายังไม่หมดลมหายใจก็ต้องเดินหน้าไขว่คว้าให้ถึงจุดหมาย ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะอยู่ไกลเพียงใดก็ตาม อย่างที่กำลังกลายเป็นเรื่องร้อนระดับอวกาศ เกี่ยวกับประเด็นการถือครองสิทธิบนดวงจันทร์ บริวารของโลก
คำถามต่อมาก็คือใครต่อใครสามารถเป็นเจ้าของดินแดนบนดวงจันทร์ ได้จริงหรือ? เนื่องจากไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบริษัทเอกชนหลายแห่งเริ่มเสนอแผนไปดวงจันทร์เพื่อ “ทำเหมือง” ขนเอาทรัพยากรบนนั้นกลับมายังโลก
บนดวงจันทร์มีอะไรที่โลกไม่มี? คำตอบคือ ดวงจันทร์มีแร่ธาตุและน้ำแบบที่โลกมีนั่นแหละ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน น้ำบนดวงจันทร์มีลักษณะเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ส่วนโลหะก็เป็นชนิดที่นำมาใช้ประโยชน์กับเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แต่เป้าหมายใหญ่ก็คือแร่ฮีเลียม-3 เปรียบดั่งสมบัติล้ำค่าที่ใครต่อใครจ้องตาเป็นมัน ว่ากันว่า แร่ชนิดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อโลกในด้านพลังงานอย่างยั่งยืน เพราะฮีเลียม-3 เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการใช้ผลิตพลังไฟฟ้าได้อย่างมหาศาลโดยไม่มีกัมมันตรังสี


ไร้พิษภัย ใครก็อยากได้...หมายความว่า ถ้าใครได้สิทธิทำเหมืองแร่ฮีเลียม-3 บนดวงจันทร์แล้วละก็ อาจผูกขาดการเป็นผู้นำด้านพลังงานของโลกไปเลยทีเดียว เพราะถึงจะเป็นการทำอุตสาหกรรม แต่ก็ไปทำนอกโลก ไม่รบกวนต่อความหลากหลายทางชีวภาพในโลก เรียกง่ายๆว่าโลกไม่สึกหรอไปกว่าทุกวันนี้ แถมยังได้พลังงานทดแทนที่สะอาด เตรียมบอกเลิกการใช้พลังงานเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมที่เรารู้จักกันในชื่อ “เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์” อย่างถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ ฯลฯ
เป็นใครก็คงเห็นดีเห็นงาม ยิ่งทุกวันนี้สิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนได้รับผลกระทบจากมลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกังวลว่าจะขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต กระทบต่อแหล่งอาหารของมนุษย์ภายภาคหน้า
แต่ใช่ว่าการจะครอบครองดวงจันทร์ของผู้ใดผู้หนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จะเป็นเรื่องง่ายๆ ผ่านได้สะดวกโยธิน เมื่อดูท่าว่าแนวคิด “เหมืองบนดวงจันทร์” กำลังมาแรงมาก ก็จะต้องเกิดข้อถกเถียงกันใหญ่โต เช่น รัสเซียได้ประกาศกำลังเตรียมตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอวกาศมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ หรือสหรัฐอเมริกาก็วางแผนกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง หลังจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือองค์การนาซาจบโครงการอะพอลโลที่มุ่งภารกิจสำรวจดวงจันทร์แต่เพียงอย่างเดียวไปเมื่อ พ.ศ.2515


มีรายงานว่าหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไฟเขียวโครงการดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่จะนำพามนุษย์ไปยังดวงจันทร์เพื่อเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์และใช้ประโยชน์ในระยะยาว องค์การนาซาก็รับลูกต่อทันทีโดยกำลังเจรจากับบริษัทเอกชนจำนวน 9 แห่ง เกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานบนดวงจันทร์ โดยก่อนหน้านี้องค์การนาซาประกาศทำ โครงการลูนาร์ ออบิทัล แพลตฟอร์ม-เกตเวย์ (Lunar Orbital Platform-Gateway) จะส่งยานอวกาศโอไรอัน (Orion spacecraft) ไปโคจรรอบดวงจันทร์ รวมถึงนำนักบินอวกาศไปย่ำเดินยังดวงจันทร์อีกครั้งในปี พ.ศ.2567 และจะได้เห็นสถานีลูนาร์ เกตเวย์ สำหรับพักยานก่อนที่ยานอวกาศจะร่อนลงจอดบนผิวดวงจันทร์ต่อไป
การหวนคืนสู่ดวงจันทร์ ของสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องที่น่าจับตา ซึ่งอาจมีนัยสำคัญ อย่าลืมว่าขณะนี้ยานอวกาศ ฉางเอ๋อ โฟร์ ของจีนกำลังขะมักเขม้นทำภารกิจอยู่ที่ด้านไกลของดวงจันทร์ พื้นที่ที่ยังไม่เคยมีใครไปสำรวจมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านๆมายานอวกาศของฝั่งอเมริกาและรัสเซียล้วนไปลงจอดด้านที่ดวงจันทร์หันหน้าเข้าหาโลก
นอกจากจีนจะสร้างประวัติศาสตร์นำยาน อวกาศของตนไปปักหลักจอดในอีกด้าน พวกเขายังแปลงให้ยานฉางเอ๋อ โฟร์กลายเป็นห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ทดลองเพาะเมล็ดพันธุ์พืชทดสอบสภาพอากาศบนดวงจันทร์ด้านไกล ชี้ให้เห็นว่าหลังจากปล่อยให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและรัสเซียแข่งขันกันมายาวนาน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่วงการอวกาศแดนมังกรจะกระโดดเข้าร่วมวงด้วยคน ยังไม่นับอินเดียและอิสราเอลที่อาจกลายเป็นชาติที่ 4 และ 5 ที่จะสร้างประวัติศาสตร์ส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์เช่นกัน


เรียกว่าเค้กก้อนโตที่ชื่อ “ดวงจันทรา” ช่างหอม หวนยิ่งนัก! ใครๆก็อยากมีส่วนร่วมแบ่งปัน เพียงแต่จะพัฒนาศักยภาพของกำลังเงินและบุคลากรของตนได้พร้อมมากน้อยแค่ไหน และเร็วกว่ากันเพียงใด
จริงๆแล้ว ใครจะทำตามอำเภอใจในอวกาศ ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ยังมีกฎหมายอวกาศบังคับใช้กันอย่างกว้างขวาง ส่วนข้อตกลงเกี่ยวกับดวงจันทร์ก็มี นั่นคือ “สนธิสัญญาจันทรา” (Moon Treaty) ที่เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2522 เป็นข้อตกลงที่ต่อยอดมาจาก “สนธิสัญญาอวกาศ” (Outer Space Treaty) ปี พ.ศ.2510 ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ จีน และอีกราว 130 ชาติร่วมลงนาม

สนธิสัญญาจันทราประกาศเจตนารมณ์ว่าดวงจันทร์และเหล่าเทห์ฟากฟ้าอื่นๆ จะต้องถูกใช้สอยให้เป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลก ทว่าอเมริกา รัสเซีย และจีน ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญานี้ มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ลงนามและให้สัตยาบรรณ สนธิสัญญาฉบับนี้จึงมีสภาพเหมือนเสือกระดาษกลายๆจนถึงทุกวันนี้.
กันเกรา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น